ผู้เขียน: phan

สังเกตกันมั้ยคะว่าเด็กๆมักจะมีจำนวนชั่วโมงที่นอนเยอะกว่าวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆเยอะเลย! จะว่าเด็กๆต้องนอนเพื่อให้ร่างกายได้เติบโตเต็มที่ก็ถูก หรือเป็นเพราะโตขึ้นแล้วมีเรื่องต้องทำเยอะขึ้นก็ใช่ แต่อย่างไรซะ ถึงแม้ว่าจะโตแค่ไหนเราก็ยังควรนอนให้เพียงพอค่ะ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสดชื่นแข็งแรงเหมือนเดิมนั่นเอง แล้วเจ้าการนอนให้เพียงพอนั้นเราควรจะนอนแค่ไหนกันล่ะ?

 

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา หรือ National Sleep Foundation ได้ประกาศระยะเวลานอนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุออกมา หลังจากได้มีการวิจัยอย่างละเอียดเพื่อแนะนำช่วงเวลาการนอนที่ิเหมาะสมและดีต่อสุขภาพที่สุดนั่นเองค่ะ อายุเท่าเรานี้ควรจะต้องนอนกี่ชั่วโมงกันนะ? อยากรู้แล้ว ตามมาดูกันเล้ย

 

เด็กแรกเกิด อายุตั้งแต่ 0-3 เดือน ควรจะได้นอนตั้งแต่ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน

เด็กทารก อายุตั้งแต่ 4-11 เดือน ควรนอน 12-15 ชั่วโมงต่อวัน

เด็กเล็ก อายุตั้งแต่ 1-2 ขวบ ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน

วัยอนุบาล อายุตั้งแต่ 3-5 ขวบ ควรนอน 10-13 ชั่วโมงต่อวัน

วัยประถม อายุตั้งแต่ 6-13 ขวบ ควรนอน 9-11 ชั่วโมงต่อวัน

วัยมัธยม อายุตั้งแต่ 14-17 ปี ควรนอน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน

วัยรุ่น อายุตั้งแต่ 18-25 ปี ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

วัยทำงาน อายุตั้งแต่ 26-64 ปี ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เท่ากับตอนวัยรุ่นค่ะ

วัยชรา อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ควรนอน 7-8 ชั่วโมงต่อวันค่ะ

 

ถึงจะบอกว่าเป็นเวลาที่แนะนำ แต่ในชีวิตจริงอาจจะมีเหตุการณ์พิเศษที่อาจจะทำให้ไม่สามารถนอนได้ตามจำนวนชั่วโมงที่ดีที่สุด ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ สำหรับบางคนอาจจะยืดหยุ่น + หรือ – เพิ่มไปซัก 1 ชั่วโมง ก็ยังไม่จัดว่านอนมากหรือน้อยเกินไปนะคะ

 

แต่ถ้าสังเกตดีๆจากลิสต์เวลาด้านบน จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะลบ 1 ชั่วโมงออกไปแล้วก็ไม่มีช่วงอายุไหนที่เราควรนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงเลยค่ะ นั่นเป็นเพราะว่าการนอนต่ำกว่า 6 ชั่วโมงอยู่บ่อยๆ อาจจะกลายเป็นว่าเรานอนไม่เพียงพอ ถ้าหากว่าเรานอนไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ อาจจะส่งผลถึงสุขภาพในระยะยาวได้ หรือถ้าเป็นเด็กก็จะเจริญเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรค่ะ เพราะฉะนั้นพยายามนอนให้ได้มากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันกันนะคะ

 

 

พูดถึงการควบคุมน้ำหนักขึ้นมาหลายๆคนคงจะนึกไปถึงการออกกำลังกาย ออกไปวิ่ง เต้นแอโรบิค หรือการคุมอาหาร ทานสลัด งดแป้งกันใช้มั้ยล่ะคะ แต่รู้มั้ยเอ่ยว่าจริงๆแล้วเรามีวิธีอื่นๆในการควบคุมน้ำหนักอยู่ด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือการ “นอน” นั่นเองค่ะ
ฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ แต่การนอนที่ถูกวิธีก็จะช่วยให้เราหุ่นดี คุมน้ำหนักได้ดั่งใจเลยเชียวล่ะ ฮั่นแน่ อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยว่ามีวิธีง่ายๆขนาดนี้อยู่จริงเหรอ?? งั้นตามไปดูกันเลย

พระเอกมาแล้ว! ฮอร์โมนแลปติน ขอแนะนำตัว

ฮอร์โมนแลปตินคือฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยคุมน้ำหนักค่ะ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในขณะที่เรานอนหลับและทำให้อยากอาหารน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องทนทรมานกับความรู้สึกหิวกระหายอยากกินอยู่ตลอดเวลา สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะ? การที่จะให้ร่างกายของเราหลั่งฮอร์โมนแลปตินเยอะๆนั้น เราควรจะนอนหลับให้นานและลึกเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะยิ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนนี้ได้ง่ายขึ้น ทำให้ร่างกายลดความอยากอาหารลง ทำให้เราควบคุมการกิน และมีระบบการเผาผลาญอาหารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทานอาหารในปริมาณที่กำลังพอเหมาะ
หรือก็คือ ยิ่งเรานอนหลับได้ดีแค่ไหน เราก็จะยิ่งมีความหิวกระหายน้อยลงเท่านั้น ทำให้สามารถทานน้อย มีไขมันสะสมน้อย โดยที่ไม่จำเป็นต้องคอยห้ามใจตัวเอง เห็นอะไรก็อยากกินไปซะหมดเหมือนเดิมอีกแล้ว สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะคะ แค่การนอนเพียงอย่างเดียวก็ทำได้ขนาดนี้แล้วนะเนี่ย

ตัวร้ายอยู่ทางนี้! ฮอร์โมนเกรลินตัวแสบ เปลี่ยนคนให้กลายเป็นชูชก

ถึงขั้นกลายเป็นปีศาจจอมเขมือบกันได้เลย ถ้าเราโดนฤทธิ์ของฮอร์โมนเกรลินเข้าไป เพราฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราอยากอาหารแบบควบคุมไม่อยู่ กินแหลกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันเลยทีเดียว
ซึ่งตรงข้ามกันกับฮอร์โมนแลปติน เจ้าฮอร์โมนเกรลินนี้จะหลั่งออกมามากเมื่อเราอยู่ในสภาวะอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือช่วงที่ต้องอดหลับอดนอนทำงานติดต่อกันนานๆ เรามักจะหยิบนู่นหยิบนี่มากินเรื่อยๆแบบควบคุมไม่ได้ใช่มั้ยล่ะคะ นี่แหละ ฝีมือของเจ้าฮอร์โมนเกรลินเลย!

พักผ่อนดี นอนหลับให้เป็น หุ่นดีได้ไม่ใช่เรื่องยาก

การนอนที่ดีไม่ใช่แค่การทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับตาชัตดาวน์ตัวเอง แต่ยังมีรายละเอียดมากกว่านั้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่านอน ของที่ทานก่อนนอน สภาพแวดล้อมภายในห้องนอน ชุดเครื่องนอนต่างๆ และเวลาที่นอนค่ะ
ใช่แล้ว การนอนอย่างมีคุณภาพนั้นตามหลักแล้ว ผู้ใหญ่ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง การได้นอนหลับสนิทในระยะเวลานี้ ฮอร์โมน Human Growth Hormone ที่มีไว้เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ จะยิ่งหลั่งออกมามาก ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ช่วยให้มีการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้น เพิ่มมวลกล้ามเนื้อและทำให้ไขมันที่สะสมในร่างกายลดลง ทำให้ร่างกายของเราหุ่นดีฟิตเปรี๊ยะสุดๆไปเลยล่ะค่ะ
หรือถ้ายังหลับได้ดีไม่พอ ลองจิบน้ำอุ่นสักแก้ว จัดสภาพที่ห้องนอนใหม่ ให้เงียบ มืด และสงบมากขึ้น หรือจะเพิ่มกลิ่นหอมอโรม่าเข้าไป อย่างเช่นกลิ่นคาร์โมมายด์ หรือลาเวนเดอร์ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

ดูเผินๆห้องนอนของเราก็ดูสะอาดดีเหลือเกิน แต่จริงๆแล้วมีอะไรที่เรามองไม่เห็นอยู่รึเปล่า?? มั่นใจได้อย่างไรว่าที่เราเห็นนี่คือสะอาดจริงๆ

Continue Reading

อาการนอนไม่หลับ ไม่ง่วง ดึกแล้วแต่ยังหลับไม่ลงเสียที ช่างเป็นเรื่องที่น่ารำคาญอะไรอย่างนี้ นอนนับแกะจนเบื่อแล้วก็ยังไม่หลับเสียที ยิ่งนอนดึกเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ดีต่อสุขภาพมากเท่านั้น แถมยังจะทำให้เราอ่อล้าในวันรุ่งขึ้นอีกด้วยนะคะ แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วล่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีวิธีใดบ้างในการทำให้ร่างกายของเราง่วงและพร้อมต่อการนอน!

 1. ยิ่งมืดยิ่งดี

สำหรับใครที่ชอบนอนเปิดไฟ หากบ้านของคุณติดไฟแบบ Daylight จนแสงสว่างจ้าจนรบกวนการนอน คงไม่ดีเท่าไหร่แน่ๆ อาจลองเปลี่ยนมาใช้ไฟแบบ warm light ในห้องนอน หรือใช้โคมไฟเล็กๆ แล้วก็หรี่ไฟให้สว่างน้อยๆไม่แยงตา เท่านี้ก็จะช่วยกล่อมให้ร่างกายรู้สึกง่วงนอนได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ

 2. ทำความสะอาดที่นอน และจัดให้นุ่มสบาย

ใครบ้างจะไม่อยากนอนบนเตียงสะอาดๆ นุ่ม หอมชื่นใจ เตียงที่หนานุ่มสบายอย่างนี้แค่ได้ทิ้งตัวลงนอนก็อาจจะผล็อยหลับได้แบบไม่รู้ตัวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรามาจัดที่นอนให้หอมสะอาดนุ่มสบายน่านอนอยู่เสมอกันดีกว่าค่ะ

 3. แค่เย็นสบาย ก็หลับสบาย

หลายๆคนอาจจะมีอาการ “ติดแอร์” เวลานอน นั่นคือถ้าไม่เปิดแอร์ก็จะนอนไม่หลับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลกเลยค่ะ เพราะว่าอากาศที่เย็นลงจะช่วยให้รู้สึกง่วงนอนเร็วขึ้นได้จริงๆ ถ้ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ในห้องนอน ลองตั้งอุณหภูมิเอาไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส เท่านี้ก็จะนอนหลับสบายแล้ว หรือถ้าไม่มีเครื่องปรับอากาศ ลองทาแป้งเย็นก่อนนอนแล้วเปิดพัดลมช่วยให้อากาศหมุนเวียนก็จะช่วยให้เราหลับสบายขึ้นได้แล้วล่ะค่ะ

 4. เปิดเพลงกล่อมเบาๆ

ความเงียบงันในยามค่ำคืนอาจจะเป็นความรู้สึกที่โหวงเหวงไปซักหน่อย ลองเปิดเพลงบรรเลงไม่มีเนื้อร้องเพื่อช่วยขับกล่อมให้เคลิบเคลิ้มหลับสบายดูอีกแรง  แต่อย่าลืมตั้งเวลาปิดเครื่องเสียงเอาไว้ด้วยนะคะ เพราะเราอาจจะสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะเพลงที่เปิดทิ้งเอาไว้ได้เหมือนกัน

 5. นอนด้วยท่าที่หลับสบาย

การนอนผิดท่าก็มีผลให้รู้สึกนอนไม่หลับได้เหมือนกันค่ะ เพราะเราอาจจะกำลังนอนเกร็งอยู่แบบไม่รู้สึกตัวก็ได้ ควรจัดท่านอนให้สบายตัวที่สุดก่อนนอน อาจจะพลิกซ้าย พลิกขวา หมุุนองศาแขนขาไปมาเพื่อหาท่านอนที่สบายตัวที่สุดดูนะคะ

 6. ลองบริหารนิ้วเท้าดู

รู้หรือไม่ว่าที่เท้านั้นเป็นจุดศูนย์รวมเส้นประสาทในร่างกายค่ะ การกระดกนิ้วเท้า ขึ้น-ลงไปมาซักครููู่เพื่อช่วยผ่อนคลายเส้นประสาทต่างๆให้ร่างกายพร้อมต่อการนอนหลับก็เป็นวิธีที่ไม่เลวเลยทีเดียว

 

7. ลองเล่นโยคะดูสิ

การเล่นโยคะเกี่ยวอะไรกับการนอนอย่างนั้นหรือ? ใช่แล้ว โยคะนั้นช่วยสงบความวุ่นวายในจิตใจ ไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ช่วยทำให้เกิดสมาธิ นำเราเข้าสู่ภวังค์แห่งความง่วงงุนได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว น่าสนใจใช่ไหมคะ ลองฝึกกันดูนะ!

 8. อ่านหนังสือกล่อมนอน

เป็นไหมคะ ตำราเรียนทั้งหลายหรือหนังสือปรัชญาเนิบๆชวนมึนงง แค่เห็นหน้าปกก็ง่วงแล้ว ทำงานได้ดียิ่งกว่ายานอนหลับซะอีก ได้เวลาหยิบมันมาทำหน้าที่ให้เต็มภาคภูมิ ด้วยการเเอามาอ่านกล่อมนอน รับรองว่าทำหน้าที่ได้ดีเหมือนนิทานก่อนนอนสมัยเด็กไม่มีผิดเลยล่ะ

 9. นอนกอดหมอนข้างช่วยให้หลับสบาย

ท่านอนที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดในบรรดาท่านอนทั้งหมดนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากท่านอนกอดหมอนข้างค่ะ ลองหาอะไรมานอนกอดดู ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่หน่อย หมอนข้างสบายซักใบ หรือจะลองนอนกอดคนข้างๆดูก็ได้นะ 😛

 10. สวมเสื้อผ้าหลวมๆ สบายตัว

สวมชุดหนาๆ มีหมุด มีกระดุมเม็ดโต หรือคับรัดติ้วไม่สบายตัว คงจะหลับได้ไม่ดีเท่าไหร่ เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าหลวมๆเย็นสบาย จะนอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ

 11. ออกกำลังกายก่อนนอนซัก 3 ชั่วโมง

ออกกำลังกายเรียกเหงื่อให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียเมื่อถึงเวลานอนก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย แถมยังช่วยปรับระบบร่างกายให้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนต่างๆ การขับถ่าย เวลานอนของร่างกาย เวลาตื่นที่พอเหมาะ เป็นต้น แต่ก็ควรออกกำลังกายก่อนนอนไม่ต่ำกว่า  3 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้ร่างกายยังคงคึกคักเมื่อถึงเวลานอนค่ะ

12. อาบน้ำอุ่นให้สบายตัว

หลักการเดียวกับการอาบน้ำเย็นให้สดชื่นในยามเช้า เราไมควรอาบน้ำเย็นก่อนเข้านอนเพราะจะทำให้กระปรี้กระเปร่าแทนง่วงนอน เปลี่ยนมาอาบน้ำอุ่นๆหรือนอนแช่ในอ่างน้ำอุ่นซัก 30 นาทีกำลังดีเพื่อให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมที่จะนอนได้ในที่สุดค่ะ

 13. ปิดคอมพิวเตอร์ และปิดทีวีก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง

แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์จะทำให้การหลั่งงฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกายถูกรบกวนซึ่งทำให้ไม่ง่วงและนอนไม่หลับค่ะ ทางที่ดีควรปิดเหล่าบรรดาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายก่อนเข้านอนซัก 1 ชัวโมงเพื่อให้ร่างกายปรับตัวเตรียมพร้อมต่อการนอนหลับพักผ่อนนั่นเอง

 14. ปิดโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารด้วยนะ

การมีดทรศัพท์และเครื่องมื่อสื่อสารมาอยู่ใกล้ๆตัวจะทำให้รู้สึกกระวนกระวายได้มากกว่าปกติค่ะ ควรจะปิดเสียง ปิดการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต หรือทางที่ดีปิดเครื่องไปเลยก็ได้ เพื่อให้เราเลิกพะวงอยู่กับโทรศัพท์และหลับได้อย่างสบายอกสบายใจนั่นเอง

 15. งดรับรู้สิ่งรบกวนก่อนนอน

สิ่งรบกวนสมาธิต่างๆจากรอบข้างของเรานั้นสามารถรบกวนการนอนของเราได้มากกว่าที่คุณคิดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟจากถนน เสียงรถยนต์ เสียงทีวิจากห้องข้างๆ หรือเสียงรบกวนจากบ้านข้างๆ ลองใช้ผ้าปิดตาหรือจุกยางสำหรับอุดหู มาสวมใส่ตอนนอนดู จะสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้สบายขึ้นอย่า่งที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

16. ลองดื่มนมอุ่นๆดูสิ

นมอุ่นๆนั้นสามารถทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ปรับสมดุลย์ร่างกายให้พร้อมต่อการนอน แถมโปรตีนในนมยังช่วยให้อิ่มท้อง ไม่หิวตอนดึกๆ ถ้านอนไม่หลับก็ลองหยิบนมมาอุ่นแล้วดื่มซักแก้วก็จะหลับสบายแล้วล่ะค่ะ

 17. ใช้สมุนไพรช่วยอีกแรง

นอนไม่หลับ แต่จะใช้ยานอนหลับเลยจะดีหรือ? ลองเปลี่ยนมาใช้สมุนไพรจากธรรมชาติกันดีกว่า เพราะนอกจากจะช่วยให้รู้สึกง่วงนอนได้ไม่ยากแล้ว ยังจะมีคุณประโยชน์อื่นๆอีกมากมายเลยล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ไมยราบ หรือ ว่านหอมที่จะช่วยคลายเครียดให้คุณหลับสบาย ไม่มีสะดุ้งตื่นกลางดึก

 18. งดคาเฟอีนก่อนเวลานอน 8 ชั่วโมง

การดื่มคาเฟอีนจะทำให้คุณสดชื่นกระปรี้กระเปร่าซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การนอนหลับพักผ่อนที่เราต้องการใช่ไหมล่ะคะ เพราะฉะนั้นต้องพยายามงดอาหารที่มีคาเฟอีนทุกชนิดก่อนนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็น ช็อกโกแลต กาแฟ ชา น้ำอัดลมบางยี่ห้อ และอื่นๆ

 19. ไม่ทานอาหารรสจัดก่อนนอน

การทานอาหารที่หนักเกินไป หรือรสจัดเกินไป จะรบกวนการพักผ่อนของร่างกายได้เหมือนกันค่ะ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือเนื้อสัตว์เยอะๆ เปลี่ยนมาทานผัก ผลไม้ หรือนมแทน นอกจากจะหลับสบายแล้วยังช่วยให้หุ่นดีอีกด้วยนะคะ 🙂

สำหรับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยนั้น มีส่วนที่ส่งผลกับการนอนด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว เพราะการแต่งห้องนอนที่ยังไม่ถูกหลัก ขัดกับหลักฮวงจุ้ย ยังมีผลให้นอนหลับฝันร้าย หลับไม่สบาย หลับๆตื่นๆอีกด้วย เราได้รวบรวมจุดบอด ถึง 8 จุดมาให้ได้ตรวจเช็คกันดีว่ามีจุดไหนในห้องนอนของเราที่ผิดหลักฮวงจุ้ยบ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูกันเลย

1. หัวนอนเตียงอยู่ที่ไหน

เตียงไม่มีหัวนอนนั้นนอกจากจะดูไม่ค่อยสวยงามแล้วยังผิดหลักฮวงจุ้ยด้วยนะคะ เพราะตามหลักฮวงจุ้ย หัวนอนจะช่วยให้คนนอนหลับสนิท รู้สึกปลอดภัย ช่วยป้องกันพลังด้านลบที่จะเข้ามารบกวนขณะนอนหลับ ถ้าเตียงเราไม่มีหัวเตียง เราก็สามารถทำหัวเตียง DIY เองจากแผ่นไม้พาเลทราคาไม่แพงมากนัก โดยไม่จำเป็นต้องบุนวมหรูๆหรือตกแต่งให้มีลวดลายเยอะจนเกินงามก็พอแล้วค่ะ

2. อย่าลืมซ่อมของที่พัง

ของที่พัง เสียหาย ชำรุดและไม่ได้รับการซ่อม ถือเป็นแหล่งพลังงานด้านลบตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งจะนำเรื่องไม่ดีสู่คนในบ้านค่ะ เราควรหมั่นตรวจสอบหาสิ่งของที่ชำรุดแตกหักแล้วซ่อมให้เรียบร้อย หรือถ้าซ่อมไม่ได้ก็เอาไปดัดแปลงใช้เป็นอย่างอื่น หรือถ้าซ่อมไม่ได้จริงๆก็ทิ้งเลยจะดีกว่าค่ะ

3. ความรกและสกปรกก็มีผล

ต่อให้ไม่ใช่หลักฮวงจึ้ย คนเราก็ไม่ควรอยู๋ในห้องนอนที่รกๆหรือสกปรกอยู่แล้วค่ะ หมั่นทำความสะอาดห้องนอนให้ปราศจากความสกปรกและฝุ่น เก็บกวาดข้าวของเก่าๆไปทิ้งเพื่อกำจัดแหล่งสะสมพลังงานด้านลบ ซึ่งจะทำให้เราเจอแต่เรื่องที่ไม่่ดีค่ะ

4. ไม่ควรมีของอยู่ใต้เตียง

การมีสิ่งของอยู่ใต้เตียงนั้นตามหลักฮวงจุ้ยจะทำให้พลังงานชี่ไหล่ไม่สะดวก มีพลังงานลบรบกวนการนอน ทำให้ตื่นกลางดึกบ่อย ควรรีบเคลี่ยร์ของที่อยู่ใต้เตียงออกแล้วเอาไปไว้ที่อื่นแทน ไม่ว่าจะชิ้นเล็กแค่ไหนก็ตามค่ะ

5. กระจกเยอะเกินไปรึเปล่า

กระจกอาจจะช่วยหลลอกตาว่าห้องดูกว้างกว่าความเป็นจริงได้ แต่การที่ติดกระจกไปหมดทุกด้านหรือติดกระจกให้สะท้อนไป-มา จะเป็นการสะท้อนพลังงานลบกลับไปกลับมา สิ่งไม่ดีจะวนเวียนอยู่ในห้องเราไม่ออกไปข้างนอก ควรเลือกติดกระจกแค่ด้านใดด้านหนึ่งจะดีและถูกหลักฮวงจุ้ยมากกว่าค่ะ

6. ความสบายที่หายไป

การคำนึงถึงความสวยงามเพียงอย่างเดียวในการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะถึงหน้าตาจะสวยถูกใจแต่ความสะดวกสบายไม่มีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรมากๆ หลักฮวงจุ้ยที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือความสะดวกสบาย ควรเลือกเตียงที่นอนแล้วสบาย รับสรีระร่างกายเราได้ดี แทนที่จะเลือกเตียงที่สวยแต่นอนแล้วหลับไม่สนิทนะคะ

7. คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยด้วย

นอกจากเรื่องความสะดวกสบายก็อย่าลืมพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่อยู่ในห้องนอนเรามีประโยชน์ใช้งานได้จริงแค่ไหน เช่นถ้านอนคนเดียวก็ไม่ควรเลือกเตียงขนาดหญ่กินพื้นที่เยอะเกินความจำเป็นมาใช้ เหลือที่เอาไว้เดินหรือวางของภายในห้องด้วยนะคะ

8. เปลี่ยนบรรยากาศซะบ้าง

เราควรเปลี่ยนรูปแบบการจัดห้องบ้างเล็กๆน้อยๆค่ะ การปล่อยให้ห้องติดอยู่กับรูปแบบเก่าๆ ตำแหน่งสีสัน ข้าวของเดิมๆ ติดอยู่ในวังวนของอดีตคงจะไม่ดีแน่ การสร้างโทนสี บรรยากาศ หรือแม้แต่เปลี่ยนกลิ่นสเปรย์ปรับอากาศใหม่ๆบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีงามสมควรทำค่ะ แถมยังช่วยปรับฮวงจุ้ยห้องนอนให้ดีขึ้นเรื่อยๆด้วยนะ

ประจำเดือนเปื้อนที่นอนนี่คือปัญหาโลกแตกสำหรับคุณผู้หญิง ที่ต้องเคยเจอกันมาบ้างซักครั้งในชีวิตเลยใช่ไหมล่ะคะ แค่ต้องรับมือกับอาการปวดท้องหรือฮอร์โมนแปรปรวนก็เพลียเหลือเกินแล้ว ยังมาเจอปัญหานี้อีก จะทิ้งเอาไว้ทั้งอย่างนี้ก็ไม่ดี
เพราะฉะนั้นคราวนี้เราจึงมีวิธีจัดการคราบเปื้อนไม่พึงประสงค์นี้อย่างง่ายๆ เบาแรง ไม่เกินกำลังคุณผู้หญิงมาฝากกันถึง 12 วิธี ให้ได้เลือกใช้วิธีที่สะดวกที่สุดกันค่ะ ไปดูกันเลย!

1. ผ้าเปียกเย็นๆ

นำผ้าหรือทิชชูที่หนาๆ ชุบน้ำเย็น บิดให้หมาดๆ แล้วซับคราบประจำเดือนออกซ้ำๆ แต่ว่าห้ามถูนะคะ เพราะว่าจะทำให้เกิดการกระจายวงกว้างออกไป ให้ซับซ้ำหลายๆครั้ง ซักผ้าหรือเปลี่ยนทิชชูแล้วซับจนคราบจาง แล้วใช้ผ้าแห้งซับจนคราบหลุดออกมาหมดค่ะ
วิธีนี้จะได้ผลกับคราบเปื้อนที่รู้ตัวทันที ยิ่งเร็วเท่าไหร่คราบยิ่งออกง่ายนะคะ หากปล่อยไว้จนเลือดเริ่มเปลี่ยนสีแล้วอาจจะไม่ได้ผลค่ะ

2. น้ำอัดลม (ชนิดน้ำดำ)

วิธีนี้อาจจะต้องระวังมดขึ้นกันซักหน่อย แต่ได้ผลดีค่ะ ทำได้โดยการหยดน้ำอัดลมลงบนคราบให้ชุ่ม ทิ้งไว้ซักพัก แต่ถ้าคราบหนักมากก็ทิ้งไว้ทั้งคืน จากนั้นเอาผ้าชุบน้ำเย็นซับออกให้หมด แล้วจบด้วยการดูดความชื้นด้วยผ้าแห้งค่ะ

3. น้ำยาล้างจาน

สูตรนี้ค่อนข้างเข้มข้นเลยค่ะ ทำได้โดยการผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเย็น 2 ถ้วยตวง คนจนเกิดฟองแค่เล็กน้อย แล้วใช้ผ้าขนหนูชุบไปแตะบนคราบ จากนั้นใช้แปรงสีฟันเก่าขัดเบาๆบนคราบ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นซับ ตามด้วยผ้าแห้งค่ะ

4. น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลและหาใช้ได้ง่ายค่ะ ขั้นตอนก็ง่ายๆ แค่ป้ายน้ำส้มสายชูลงบนคราบเลือดเจ้าปัญหา ทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที แล้วซับออกด้วยผ้าแห้งจนกว่าคราบจะหลุดออกหมด เอาผ้าเปียกมาเช็ดซ้ำเพื่อล้างน้ำส้มสายชู ปิดท้ายด้วยการใช้ผ้าแห้งซับให้แห้งค่ะ

5. น้ำเกลือเย็นๆ

นี่ก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดีมากๆเมื่อใช้กับคราบที่ยังใหม่ๆอยู่ โดยละลายเกลือ 2 ช้อนชาในน้ำเย็น 1 ถ้วยตวง แล้วฉีดพ่นลงบนคราบเลือดประจำเดือนโดยบรรจุน้ำเกลือลงขวดสเปรย์ ใช้ผ้าแห้งซับ ให้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ด แล้วจบที่การใช้ผ้าแห้งเหมือนเดิมค่ะ

6. น้ำมะนาวและเกลือ

ยังอยู่กับวิธีแบบธรรมชาติๆ เริ่มจากผสมเกลือ 1 ส่วน และน้ำมะนาว 1 ส่วน คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาป้ายลงบนคราบบนที่นอน ทิ้งเอาไว้ซักพัก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นซับคราบออก แล้วเช็ดที่นอนให้แห้งด้วยผ้าแห้งอีกครั้งค่ะ

7. ผงหมักเนื้อนุ่ม

ผงหมักเนื้อนุ่มมีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายสารอินทรีย์อย่างโปรตีนในเนื้อสัตว์อยู่ ซึ่งจะช่วยย่อยสลายคราบเลือดบนที่นอนของเราได้เช่นกันค่ะ มีสูตรคือ ผสมผงหมักเนื้อ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเย็น 2 ช้อนชา กวนให้เป็นครีมเนื้อสครับเข้มข้น แล้วนำไปป้ายลงบนคราบ หมักทิ้งเอาไว้ 1 ชั่วโมง จากนั้นเช็ดคราบส่วนเกินออก ซับรอยเปื้อนให้เกลี้ยงด้วยผ้าชุบน้ำเย็น และซับคราบเปียกชื้นออกด้วยผ้าแห้งค่ะ

8. เบกกิ้งโซดา

ที่หนึ่งเรื่องการกำจัดคราบเปื้อน จะไม่มีเบกกิ้งโซดาไปไม่ได้เลยค่ะ สำหรับสูตรกำจัดคราบประจำเดือนนั้นคือ เบกกิ้งโซดา 1 ส่วน ต่อน้ำเย็น 2 ส่วน ใช้ผ้าชุบซับลงบนคราบ ทิ้งไว้ 30 นาที ซับออกด้วยผ้าชุบน้ำเย็นเหมือนเดิม แล้วเช็ดคราบเปียกชื้นให้แห้งสนิทด้วยผ้าแห้งค่ะ

9. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide)

สารเคมีตัวนี้เป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวของการกำจัดคราบเลือดเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นสูตรที่แม้แต่โรงแรมใหญ่ๆยังใช้กัน ส่วนวิธีนั้นก็ง่ายนิดเดียว แค่หยดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์บนคราบจนค่อนข้างชุ่ม จับเวลา 30 วินาที แล้วซับออกด้วยผ้าเปียกและแห้งตามลำดับ เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ

10. เกลือและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

สูตรนี้ใช้สำหรับกรณีที่รอยเปื้อนประจำเดือนวงใหญ่มากๆค่ะ ซึ่งก็จะสามารถทำได้โดยการผสมแป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ + เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ¼ ถ้วยตวง จะได้ออกมาเป็นสครับเข้มข้น ให้ใช้ช้อนตักแล้วป้าบบนคราบเปื้อน ทิ้งไว้จนกว่าจะแห้ง ใช้ช้อนขูดก้อนส่วนผสมออกจากหน้าเตียงแล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษที่ยังหลงเหลืออยู่ออกก็เป็นอันเสร็จค่ะ

11. น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์

นอกจากล้างคอนแทคเลนส์เฉยๆแล้วยังเอามาใช้ล้างคราบเลือดได้ด้วย!? วิธีก็ง่ายๆแค่เอาน้ำยาใส่ขวดสเปรย์เพื่อฉีดพ่นลงบนคราบเปื้อนให้ทั่ว ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ที่เหลือก็แค่ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นซับออก แล้วช่วยไล่ความชื้นออกจากเตียงด้วยผ้าแห้งก็เป็นเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ

12. แอมโมเนีย

มาถึงวิธีสุดท้ายกับการใช้แอมโมเนียกำจัดคราบเลือดไม่พึงประสงค์บนเตียงค่ะ โดยมีส่วนผสมคือแอมโมเนีย 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเย็น ½ ถ้วยตวง นำใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปบนคราบ ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นนำผ้าแห้งมาซับออกให้เกลี้ยง แต่ถ้าคราบยังออกไม่หมด ก็ให้ฉีดส่วนผสมซ้ำลงไปแล้วเช็ดออกจนกว่าจะหมด อย่าลืมใช้ผ้าชุบน้ำเย็นซับ ตามด้วยผ้าแห้ง แต่มีข้อห้ามว่าไม่ควรใช้กับที่นอนผ้าขนสัตว์โดยเด็ดขาดเลยนะคะ

 

เป็นยังไงบ้างคะ เจอวิธีที่สะดวกจะนำมาใช้แก้ปัญหาคราบเปื้อนกวนใจนี้รึยังเอ่ย ของที่ใช้หาไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ ทีนี้เรื่องกวนใจยามฮอร์โมนแปรปรวนของคุณผู้หญิงก็จะลดไปข้อหนึ่งแล้วล่ะค่ะ 🙂

ใครล่ะจะอยากนอนบนที่นอนที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก มีกลิ่นอับชื้น นอกจากจะรบกวนการนอนหลับแล้ว ยังมีผลต่อสุขภาพและสุขอนามัยอีกด้วยนะ
แต่ว่างานทำความสะอาดที่นอนนี่แค่ได้ยินหลายๆคนก็คงเบือนหน้าหนีแล้วเพราะมันฟังดูเป็นงานที่หนักและยากเสียเหลือเกิน!! สารพัดคราบเปื้อนและกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งหลายนี่ก็เอาออกได้ง่ายๆซะที่ไหน?
ไม่ต้องห่วงไปค่ะ วันนี้เราได้รวมสุดยอดทริคเด็ดๆในการทำความสะอาดที่นอนมาไว้ที่นี่แล้ว แค่ทำตามขั้นตอนง่ายๆพวกนี้ ที่นอนของคุณก็จะกลับมาสะอาดราวกับมีแม่บ้านมือโปรมาจัดการให้ทีเดียวเชียวล่ะ! ถ้าอยากรู้แล้ว หยิบสมุดเลคเชอร์ขึ้นมาแล้วตามมาดูกันเล้ย!

 

1. ดูดฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีกองฝุ่นหมักหมมกวนใจ

การทำความสะอาดเล็กๆน้อยๆสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราไม่ต้องเหนื่อยลงแรงมากมายไปกับการทำความสะอาดครั้งใหญ่ค่ะ เครื่องดูดฝุ่นดูดเรื่อยๆควบคู่กับการถอดผ้าปูไปซักทุกๆสัปดาห์ เท่านี้ที่นอนของคุณก็จะสะอาดหมดจดแล้วค่ะ

2. เครื่องฟอกอากาศตัดปัญหาไรฝุ่น

ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการไม่ปล่อยให้ที่นอนอับชื้นเต็มไปด้วยไรฝุ่น ด้วยการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศมันซะเลย วิธีนี้จะช่วยลดความชื้นไปได้ 30 – 50 % เลยล่ะค่ะ

3. ไม่มีคราบปัสสาวะติดค้างอีกต่อไป

ไม่ต้องคอยปวดหัวกับปัญหาลูกน้อยฉี่รดทที่นอนทุกครั้ง เพราะวิธีกำจัดคราบนั้นง่ายนิดเดียว แค่ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมเข้ากับเบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำยาล้างจานอีก 2 หยด ป้ายไปบนคราบแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง ผสมผงซักฟอก 3 ช้อนโต๊ะกับน้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ ล้างออกให้หมด แล้วค่อย ๆ ป้ายลงบนคราบและอย่าให้เปียก ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ซับคราบออกและดูดฝุ่น เท่านี้เตียงก็สะอาดเอี่ยมไร้คราบเปื้อนสุดสยองขวัญแล้วล่ะค่ะ

4. ทำความสะอาดคราบสกปรกทั่วไป ง่ายนิดเดียว

คราบหนักยังแก้ไได้ กลัวอะไรกับคราบเปื้อนเบาๆ แค่ใช้สูตรตีโฟมจากน้ำยาล้างจาน ¼ ถ้วยตวง และน้ำเปล่า 2-3 ช้อนชา ให้ได้เนื้อโฟมหนา ๆ เพื่อนำไปป้ายบนคราบเปื้อน ขัดเบาๆด้วยแปรงนุ่ม ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วเช็ดออกก็เป็นอันเรียบร้อย

5. บอกลาคราบเครื่องดื่มแสนสกปรก

คนที่ชอบนำเครื่องดื่มไปดื่มบนเตียงคงได้เจอปัญหานี้กันมาบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะแค่ใช้ผ้าสะอาด ๆ ชุบแอลกอฮอล์แล้วซับลงไปโดยตรงก็เรียบร้อยแล้ว หรืออาจจะใช้น้ำยาทำความสะอาดสูตรมะนาว หรือน้ำส้มสายชูแทน เทลงไปในขวดสเปรย์ จากนั้นฉีดลงไปบนคราบ เท่านี้รอยเปื้อนก็นจะอันตรธานหายไปราวกับเวทย์มนต์เลยล่ะ

6. ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยเบกกิ้งโซดา

จะกลิ่นเหงื่อนกลิ่นตัว หรือกลิ่นเหม็นอับต่างๆ กำจัดได้โดยการสมเบกกิ้งโซดากับน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรด โรยลงบนที่นอน ใช้แปรงขัดถูเบาๆ เน้นบริเวณคราบเป็นพิเศษ ทิ้งเอาไว้ซัก 10 นาที แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก เท่านี้เตียงก็หอมชื่นใจแล้ว

7. ถอนรากถอนโคนเชื้อราและจุดดำสุดยี้

เชื้อราต้องเจอกับแดดจัดๆซักครั้งก็จะหมดฤทธิ์ไปได้อย่างง่ายดาย ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดซ้ำ จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบแอลกอฮอล์ผสมน้ำอุ่นอัตราส่วน 1:1 ซับลงไปบนเชื้อราเพื่อให้ตายสนิท แค่นี้ก็บอกลาเหล่าเชื้อราเหล่านี้ไปได้เลยค่ะ

8. โบกมือลาคราบเลือดฝังแน่น

คราบเลือดกำจัดยากเหล่านี้ก็มีวิธีจัดการได้แบบไม่ยากเลยเช่นกัน โดยผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวง เข้ากับน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ และเกลืออีก 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วถูคราบเลือดให้หลุดออก ใช้ผ้าขาวซับออกให้เกลี้ย จากนั้นผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ กัับน้ำเย็น 2 ถ้วยตวง ใช้ฟองน้ำชุบมาซับคราบและใช้ผ้าแห้งซับออกก็เป็นอันเสร็จ คราบเลือดหายไปแล้วเรียบร้อย!

9. ไม่ต้องทนกับกลิ่นและคราบบุหรี่อีกต่อไป

จะนอนทั้งทีต้องมาทนดมกลิ่นบุหรี่อีกคงไม่ค่อยดี! ก่อนอื่นให้เอาผ้าปูที่นอนไปซักก่อน แล้วขัดคราบด้วยเบกกิ้งโซดา 1 ส่วนผสมกับน้ำเย็น 2 ส่วน ทิ้งเอาไว้ 30 นาที แล้วใช้ผ้าหมาดๆซับออกให้เกลี้ยงเกลาค่ะ

10. ป้องกันสิ่งสกปรกด้วยผ้าปูไวนิลสุดเจ๋ง

ผ้าไวนิลที่ว่านี้คืือเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ที่มีการพิสูจน์ได้ด้วยว่าเจ้าผ้าปูนี่ป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกสัมผัสเข้าถึงที่นอนและหมอนได้ แค่เลือกใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนแบบไวนิลมาสวมรองก่อนสวมปลอกหมอนหรือผ้าปูที่นอนจริง เท่านี้ก็หมดปัญหาแล้วล่ะค่ะ

รู้หรือไม่ว่าที่นอนที่ไม่ดีพอ มีผลต่อสุขภาพของเราด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการนอนที่ทำให้สรีระอยู่ผิดท่า หรือเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจที่มีผลมาจากการเลือกใช้ที่นอนที่ไม่ดีพอ เรามาเลือกที่นอนซะใหม่ให้ดีต่อร่างกายของเรากันดีกว่าค่ะ

 

1. เลือกที่นอนที่ไม่นิ่มและไม่แข็งจนเกินไป

คนเรามีระดับความแน่น (Firmness) ของที่นอนที่เหมาะกับร่างกายของเราแตกต่างกันไปค่ะ หากเป็นคนที่มีมวลร่างกายค่อนข้างมากก็จะเหมาะกับที่นอนที่มีความแน่นมากกว่าปกติ เพื่อให้รองรับและโอบเข้ากับร่างกาย (Conformity) ที่พอดี มีส่วนโค้งเว้าที่รับกับร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อและร่างกายได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ และรับน้ำหนักได้ดีไม่ยุบตัวด้วยนะคะ

2. เลือกคุณสมบัติชนิดของที่นอนที่เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นแบบวัสดุธรรมชาติหรือแบบวัสดุสังเคราะห์ เลือกแบบที่ไม่ยุบตัวเมื่อรับน้ำหนักนานๆ ไม่สะสมความชื้นและเชื้อแบคทีเรีย สามารถระบายอากาศได้ดี สามารถถอดทำความสะอาดปลอกที่นอนได้ง่าย มีสปริงโอบรับน้ำหนักร่างกาย ไม่มีแรงกดทับ

3. กลับด้านที่นอนทุกๆ 6 เดือน

เพื่อให้ที่นอนได้ใช้งานทั้ง 2 ด้าน ไม่ใช้งานเพียงด้านเดียวซึ่งจะทำให้ที่นอนเสื่อมสภาพเร็ว กลับด้านทั้งส่วนหัวนอนและปลายเท้าเพื่อเฉลี่ยการกระจายของน้ำหนักที่ทั่วถึงทั้ง 4 มุม ช่วยชะลอเวลาการเสื่อมสภาพของที่นอนของเราให้ยาวนานออกไปอีกค่ะ

4. ป้องกันไรฝุ่นจากที่นอนของคุณ

ไรฝุ่นตัวร้ายต้นเหตุของโรคภูมิแพ้เองก็เป็นอีกหัวข้อที่ควรใส่ใจค่ะ  ไรฝุ่นจะกินเศษผิวหนังและรังแคเป็นอาหาร ทำให้พบมากเครื่องนอนต่างๆ ที่ผ่านการใช้งานมานาน การจะป้องกันไรฝุ่นนั้นก็ไม่ยาก แค่หาใช้ที่นอนและเครื่องนอนที่เคลือบสารป้องกันไรฝุ่น (Microban Allergy  Control) ก็แก้ปัญหาไรฝุ่นกวนใจได้แล้วค่ะ

 

มหันตภัยของการนอนดึก การอดหลับอดนอนคงเป็นเรื่องธรรมดาของเหล่ามนุษย์เงินเดือนไปเสียแล้ว! ไม่ว่าจะเกิดมาจากสาเหตุใดก็ตามเถอะ แต่จงอย่าให้มันกลายเป็นความเคยชิน เพราะผลกระทบของการนอนดึกนั้นมันร้ายแรงกว่าที่คิดจริงๆ ถ้าคุณสาวๆ ยังไม่เชื่อลองมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อร่างกายของเหล่านักนอนเช้าตัวยงกัน

 

1. การนอนสำคัญอย่างไรนะ?

คนที่นอนอย่างพอเพียงมีแนวโน้มว่าจะมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มีจำนวนชั่วโมงนอนต่อวันน้อยหรือมากจนเกินไป ควรนอนตั้งแต่21.00น. เพื่อให้ฮอร์โมน Growth Hormone สามารถหลั่งออกมาได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ คนที่มีพฤติกรรมการนอนที่ไม่ดีจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดเมื่ออายุมากขึ้น เราจึงควรที่จะนอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมร่างกายได้อย่างเต็มที่

 

2. ท่านอนหลับที่ดีที่สุดคือท่าอะไรแน่?

นอนตะแคง ช่วยลดอาการปวดหลังได้ ถ้าตะแคงขวา จะช่วยให้อาหารที่ค้างในกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี หัวใจทำงานได้สะดวกขึ้น

นอนหงาย ควรให้ต้นคออยู่แนวเดียวกับลำตัว จะได้ไม่ปวดคอเพราะนอนเงยหรือพับมากเกินไป แต่จะไม่ค่อยเหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับหัวใจให้ทำงานลำบาก และกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก แล้วอาจจะทำให้ปวดหลังรุนแรงขึ้นด้วย

3. ควรเปลี่ยนชุดเครื่องนอนใหม่เมื่อไหร่กันนะ?

ก่อนจะเปลี่ยนี่นอนใหม่ เราควรกลับด้านหน้า ด้านหลังมาใช้ รวมถึงกลับหัวกลับหางเพื่อให้มีการกระจายน้ำหนักเท่าๆกัน แต่ถ้าที่นอนยุบลงไปเป็นแอ่ง หรือมีอาการปวดหลัง ปวดตัว ทุกครั้งที่ตื่นนอน หมอนถ้านอนไม่สบายมีอาการปวดคอก็ควรเปลี่ยนชุดเครื่องนอนได้แล้ว รวมไปถึงชุดเครื่องนอนที่ให้มาเกิน 15 ปี ก็ควรจะเปลี่ยนได้แล้วค่ะ

4. หมอนหนุนส่วนตัวจำเป็นต้องมีมั้ยนะ?

การเลือกหมอนต้องดูความเหมาะสมกับร่างกายเพราะสรีระร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขนาดของหมอนที่เหมาะกับแต่ละคนจึงต่างกัน แต่ละคนมีระดับที่ต่างกันเพื่อให้คออยู่ระนาบเดียวกับลำตัว

 

5. ความจำเป็นของหมอนสุขภาพมีมากน้อยแค่ไหน?

ข้อดีของหมอนเพื่อสุขภาพมีต่างกันไปตามแต่ชนิดของหมอน แต่ส่วนใหญ่จะมีคุณสมบัติเกี่ยวกับการรองรับต้นคอได้พอดีเมื่อนอนหงาย ซึ่งก็อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ชอบนอนตะแคงเพราะจะทำให้คอเอียงและมีอาการปวดคอ ส่วนหมอนที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ารูปศีรษะได้ทุกท่าที่มักจะผลิตจากเปลือกไม้หรือเปลือกเมล็ดพืชอาจจะอุดข้อเสียในเรื่องนี้ได้ แต่ก็จะดูแลรักษายากเพราะต้องตากแดดบ่อยๆเพื่อป้องกันความชื้นกับแมลง และมีราคาที่ค่อนข้างแพง

6. หมอนที่ดีที่สุดคือหมอนแบบไหนแน่?

เมื่ออ่านข้อ 4 และ 5 มาแล้วเราอาจจะสับสนว่าหมอนแบบไหนคือหมอนที่ดีที่สุดสำหรับเรากันแน่ ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ง่ายมาก นั่นคือหมอนที่สามารถรองรับกับกระดูกต้นคอได้พอดี หนุนให้คอเป็นระนาบเดียวกับลำตัว คอไม่แหงนหรือพับมากเกินไป หมอนที่ไม่ดีคือหมอนที่ทำให้เรามีอาการปวดช่วงต้นคอหลังจากตื่นนอน ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆจะทำให้กระดูกต้นคอ กดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตัน หากลิ่มเลือดขึ้นสมองอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้

7. เลือกผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนแบบไหนดี?

รู้หรือไม่ว่าหากใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนที่แข็งเกินไป จะทำให้เกิดรอยยับ และหากรอยยับนั้นมากดบนผิวหน้าหรือร่างกายบ่อยครั้ง ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้ จึงควรเลือกเนื้อผ้าที่นิ่ม ไม่หลุดเป็นขุย จับแล้วสบายมือ เนื้อผ้าที่นิยมใช้ทำเครื่องนอนคือ ผ้า Cotton หรือผ้าฝ้ายซึ่งนิ่มและลื่นแต่จะแพงกว่าผ้า Cotton

8. ควรนอนกับพื้นหรือนอนบทเตียงจะดีกว่ากัน?

การนอนพื้นก็ไม่มีผลกระทบร้ายแรง แต่การนอนกับพื้นแข็งๆเป็นเวลานานอาจทำให้เมื่อย เกิดอาการชา ระบบเลือดไหลเวียนลำบาก และทำให้เกิดแผลกดทับได้ หากอยากนอนพื้นจริงๆก็ควรปูที่นอนบุนวมนิดหน่อย เพื่อกระจายแรงกดทับบนร่างกาย

 

9. เคล็คลับการเลือกซื้อที่นอน

สิ่งสำคัญของการหาที่นอนที่ดีคือที่นอนที่นอนแล้วไม่ปวดหลัง เราควรเลือกที่นอนที่มีขนาดเหมาะกับการนอนและจำนวนคนที่นอน ที่นอนนิ่มเกินไปจะทำให้ปวดหลังได้ แต่แน่นเกินไปก็ไม่ดี ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและสรีระของแต่ละบุคคล และเลือกที่นอนที่ยาวกว่าส่วนสูงของคนนอนอย่างน้อย 15 cm. เลือกความแน่นให้เหมาะกับรูปร่าง เลือกความแข็งของที่นอนที่ไม่ยุบหรือลื่นไหลจนเกินไป และอย่าลืมกลับด้านเตียงทุกๆ 6 เดือนเพื่อขยายอายุการใช้งาน

10. สารป้องกันไรฝุ่นเคลือบเครื่องนอนดีจริงหรือไม่?

ไรฝุ่นเป็นสัตว์ที่กินเศษผิวหนังและรังแคเป็นอาหาร สามารถพบได้มากตามที่นอนและห้องนอน สามารถเป็นต้นเหตุของอาการภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเตียงแบบไหนก็สามารถมีไรฝุ่นเข้ามาอาศัยได้ ที่นอนที่ไม่มีรฝุ่นคือที่นอนแบบเตียงน้ำ แต่การใช้ที่นอนแบบที่มี Microban Allergy Control หรือ Scot guard หรือเครื่องนอนเคลือบสารกันไรฝุ่นอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง

 

และเรายังสามารถป้องกันตัวเองได้อีกทางด้วยการฆ่าไรฝุ่นจากการซักผ้าด้วยน้ำร้อน 60 องศาC ทุก 1-2 สัปดาห์ และทำความสะอาดที่นอนบ่อยๆค่ะ

          นอกจากสภาพร่างกายจะทรุดโทรมลงจนรู้สึกได้แล้ว การอดหลับอดนอนบ่อยๆนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะให้เราต้องเผชิญหน้ากับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆด้วยนะคะ
          การนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะสร้างภาระที่หนักหน่วงให้ร่างกาย เพราะไม่ได้รับการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและคลายความเครียดของอวัยวะต่างๆที่ผานการทำงานมาตลอดทั้งวันแม้ว่างานอาจจะรัดตัวมากเหลือเกิน แต่เราก็ควรพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหาช่วงให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่นะคะ มิเช่นน้ำอาจจะล้มหมอนนอนเสื่อเพราะโรคเหล่านี้ ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

1. โรคเบาหวาน

เปิดมาข้อแรกก็พีคแล้ว เพราะนักวิทยาศาตร์ได้ทำการวิจัยกับสัตว์ พบว่า สุนัขกลุ่มที่อดนอน 1 คืน มีภาวะดื้ออินซูลินอยู่ที่ 33% ในขณะที่สุนัขกลุ่มที่อ้วนมากก็มีภาวะดื้ออินซูลินที่ 21% ซึ่งใกล้เคียงกันมาก (แถมกลุ่มที่อดนอนยังมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าอีกด้วย!?)
การวิเคราะห์จากนักวิจัยมีผลออกมาว่า การอดนอนส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้ร่างกายต้องเร่งผลิตอินซูลิน เพื่อคงระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ จนทำให้ฮอร์โมนอินซูลินไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกต่อไป ซึ่งส่งผลให้เรามีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ
แม้ว่านี่จะเป็นการทดลองในสุนัข แต่ระบบร่างกายนั้น ของคนเองก็ทำงานแบบเดียวกัน นั่นหมายความว่าการอดนอนเพียงคืนเดียวก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้มากโขแล้วนั่นเอง

 

2. โรคอ้วน

หลายๆคนต้องเคยเจอกันมาบ้าง จากการที่นอนไม่พอแล้วรู้สึกอยากกินมากขึ้น อยากกินของหวานๆ อยากกินของมันๆ นั่นเป็นเพราะร่างกายที่ไม่ได้รับการพักผ่อนเพียงพอ จะมีระดับน้ำตาลในเลือดน้อย สมองจะกระตุ้นให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารรสหวานและมีพลังงานสูงเพิ่มมากกว่าปกติ
แถมการนอนดึกบ่อยๆยังจะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ปกติ มีอาการขี้เกียจทำงานขึ้นมาซะดื้อๆ  ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แล้วเมื่ออ้วนก็จะนำมาสู่โรคหัวใจ โรคความดัน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกเพียบเลยล่ะค่ะ

 

3. โรคหวัด

การนอนน้อยจะทำให้ภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆในร่างกายของเราลดต่ำลงจนรู้สึกได้ ทำให้เป็นหวัดบ่อย
มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า ผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง/คืน จะมีโอกาสเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนเกิน 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่าตัวเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้คนที่หลับได้ช้าก็จะป่วยได้ง่ายกว่าคนที่หลับเร็วถึง 5.5 เท่าเลยนะ

 

4. โรคทางสายตา

เวลานอนไม่พอสายตาเราจะถูกใช้งานหนักจนแทบไม่ได้พักผ่อน มีทั้งอาการมองไม่ชัดหรือสายตาพร่ามัว หากนอนไม่พอติดต่อกันนานๆหลายๆคืน ก็อาจจะเจอภาพหลอนด้วยเลยทีเดียว
ตามการวิจัยแล้วสายตาของคนเราควรจะได้รับการพักผ่อนตอนกลางคืนไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ ถ้านอนน้อยเกินไปจะมีอาการตาเขม่น, ตากระตุกตามมา มองเห็นภาพพร่ามัว หรือภาพซ้อน นั่นก็เป็นเพราะเซลล์ต่างๆของดวงตาไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเพียงพอค่ะ

 

5. โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกหรืออีกชื่อหนึ่งคือ Bell’s Palsy คืออาการอัมพาตครึ่งซีกใบหน้า หรืออาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนล้า สาเหตุอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเชื้อเริมที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ที่เรียกว่าเส้นประสาทใบหน้า
แต่การนอนไม่พอก็สามารถกระตุ้นอาการโรคนี้ได้เหมือนกัน เพราะเมื่อร่างกายอ่อนแอจากการพักผ่อนไม่เพีงพอ โดยเฉพาะคนที่มีความเครียดร่วมด้วยนั้น จะทำให้ภูมิต้านทานต่ำจนติดเชื้อไวรัสที่ว่าได้ค่ะ

 

6. โรคร่าเริง

ใครล่ะจะไม่อยากร่าเริง แต่เจ้า “โรคร่าเริง” นี้ไม่ได้ดีเหมือนชื่อเลยค่ะ เพราะโรคนี้จะทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียตอนกลางวัน หงุดหงิดง่ายและไม่มีสมาธิ แต่ตอนกลางคืนจะมีอาการคึกและร่าเริง กระปรี้กระเปร่าสวนทางกับเวลาที่ควรจะพักผ่อน เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อผิดปกติ
ยิ่งมีการนอนไม่พอร่วมด้วยจะทำให้ร่างกายทำงานหนักจนระบบร่างกายแปรปรวนจนย่ำแย่ได้เช่นกันค่ะ

 

7. โรคทางจิตเวช

ช่วงนี้หลายๆคนคงเคยได้ยินข่าวคราวของการเป็นโรคซึมเศร้ามาบ้าง รู้หรือไม่ว่าอาการนอนไม่พอเองก็เป็นหนึ่งในตัวเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคซึมเศร้าเช่นกัน
นี่ยังรวมไปถึงอาการทางจิตเวชอื่นๆเช่น อาการหูแว่ว ประสาทหลอน เห็นภาพหลอน ระแวงว่าคนจะมาทำร้าย(โรคจิตเภท) หรือมีอาการคล้ายโรคไบโพลาร์ มีอารมณ์แปรปรวนค่ะ

 

8. โรคอัลไซเมอร์

มีงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัย Johns Hopkins คณะสาธารณสุขศาสตร์ บอกว่าการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะมีผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งขึ้น!
เมื่อทำการทดลองในในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้สูงวัยนั้น เห็นได้ชัดว่า ระยะเวลาในการนอนหลับที่สั้นเกินไป และการนอนหลับที่ไม่ดี มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของ Beta-Amyloid ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็ก พิษต่อเซลล์ประสาท เมื่อสะสมจะจับตัวกันกลายเป็นคราบพลัคที่บริเวณเซลล์สมอง เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ค่ะ

 

9. โรคหลอดเลือดสมองตีบ

อีกโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กันเลยใช่ไหมคะ การรวบรวมสถิติทางการแพทย์บอกให้รู้ว่าคนที่อดนอนบ่อยๆจะมีอาการปวดศีรษะ และความจำที่แย่ลง
หากเข้ารับการ X-ray จะพบว่ามีภาวะเส้นเลือดสมองตีบค่ะ ซึ่งเจ้าอาการนี้จะดีขึ้นเมื่อได้รับการพักผ่อนและระยะเวลาการนอนหลับที่เพียงพอนั่นเอง

 

10. โรคหัวใจ

เริ่มเป็นโรคที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆแล้วใช่ไหมล่ะคะ มีการวิจัยจากกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้นอนเลยเป็นเวลากว่า 88 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าอาสาสมัครกลุ่มนี้มีระดับความดันเลือดสูงมาก เมื่อเปลี่ยนการทดลองมาเป็นการนอนนาน 4 ชั่วโมงใน 1 คืน ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับปกติ และค่าเฉลี่ยการเต้นของหัวใจใกล้เคียงกับคนที่ได้นอนปกติ
สิ่งที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจคือสารโปรตีนที่มีสะสมตัวมากขึ้นในขณะที่เราตื่น ซึ่งจะถูกขับออกจากร่างกายโดยธรรมชาติเมื่อเราได้หลับ การนอนที่น้อยเกินไปทำให้สารนี้ขับออกไม่หมดและเสีี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจค่ะ

 

11. โรคมะเร็ง

มาถึงข้อสุดท้ายกับโรคที่เลวร้ายเสียจนใครก็ไม่อยากเจอ มีการตั้งข้อสันนิษฐานจากนักวิจัยค่ะ ว่าการนอนหลับที่น้อยเกินไปนั้นจะส่งผลให้โรคมะเร็งบางชนิดสามารถกำเริบได้ เช่น มะเร็งลำไส้หรือมะเร็งเต้านม
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ พยายามหลีกเลี่ยงการนอนดึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอในทุกๆคืนกันดีกว่านะคะ
Show More Posts